“ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหาร”

ขอบคุณ บทความดีดีจาก
ดร.อนันท์ งามสะอาด
ผู้อำนวยการวิทยะฐานะเชี่ยวชาญ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ
ผู้บริหารสถานศึกษารางวัลครุสภาดีเด่นระดับชาติ ปี 2550
————————–————–
1.ความหมายของภาวะผู้นำ (Leadership)
1.1 หมายถึงความริเริ่มและธำรงไว้ซึ่งโครงสร้างของความคาดหวังและความสัมพันธ์ระหว่างกันของสมาชิกของกลุ่ม
1.2 หมายถึงความสามารถที่จะชี้แนะ สั่งการ หรืออำนวยการ หรือมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้อื่นเพื่อให้มุ่งไปสู่จุดหมายที่กำหนดไว้
1.3 หมายถึงศิลปในการชี้แนะลูกน้อง หรือผู้ร่วมงานให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกระตือรือร้นและเต็มใจ
1.4 หมายถึงกระบวนการที่บุคคลใช้อิทธิพลต่อกลุ่ม เพื่อให้บรรลุความต้องการของกลุ่ม หรือจุดมุ่งหมายขององค์การ
1.5 หมายถึงศิลปของการใช้อิทธิพลหรือกระบวนการใช้อิทธิพลต่อบุคคลอื่น เพื่อให้มีความเต็มใจ และกระตือรือร้นในการปฏิบัติงานจนประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของกลุ่ม
1.6 หมายถึงความสามารถในการใช้อิทธิพลต่อกลุ่ม เพื่อให้ประสบความสำเร็จตาม เป้าหมายหมายที่ตั้งไว้
1.7 หมายถึงกระบวนการของการชี้แนะและอิทธิพลต่อกิจกรรมต่างๆ ของสมาชิกของกลุ่ม
1.8 หมายถึงกระบวนการที่ผู้นำใช้อิทธิพลและอำนาจของตนกระตุ้นชี้นำให้บุคคลอื่นกระตือรือร้น เต็มใจทำในสิ่งที่ต้องการ โดยมีเป้าหมายขององค์การเป็นจุดหมายสำคัญ
กล่าวได้ว่าภาวะผู้นำหมายถึง กระบวนการที่บุคคลซึ่งเป็นผู้นำ (Leader) มีอิทธิพลต่อผู้ตาม (Followers) หรือลูกน้อง (Subordinates) ยอมรับและปฏิบัติตามเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ (Objective) ของกลุ่ม

2. ความหมายของผู้บริหารและความสำคัญของการบริหาร
2.1 ผู้บริหารหมายถึง ผู้ที่สามารถจัดการกระบวนการของการทำงานและการใช้ทรัพยากรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการวางแผน การจัดองค์กร การสั่งการ และการควบคุม เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหาร ความสามารถของผู้บริหาร สามารถวัดได้จากประสิทธิผลและประสิทธิภาพของงานที่เกิดขึ้น
2.2 ผู้บริหารต้องเห็นภาพความเชื่อมโยงของหน่วยงานย่อย ๆ ภายในองค์กรว่า จะมีผลกระทบกันอย่างไร เพื่อให้การบริหารจัดการมีความราบรื่นมีเป้าหมายที่จะไปจุดที่ร่วมกัน ที่เรียกว่า วิสัยทัศน์ (Vision)
2.3 การบริหารจึงมีความสำคัญเพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงปัจจัยนำเข้า (Input) ผ่านกระบวนการ (Process) ไปสู่ผลผลิต (Out put) และผลลัพธ์ (Out Comes)เป็นความพึงพอใจของผู้รับบริการ การบริหารจึงไม่มีสูตรสำเร็จ ทั้งศาสตร์(มีขั้นตอน มีระบบ วางแผน คิด ปฏิบัติ ตรวจสอบ)และศิลป์ (มีการยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนภายใต้หลักการที่ดี) การที่ผู้บริหารมีหลักการบริหารโดยอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ จึงเป็นผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำ(Leadership)
2.4 กระบวนการบริหาร Management Process (POLE) ที่สำคัญประกอบด้วย P (PLANNING)
O (ORGANIZING) L (LEADERS) E (EVALUATION)
3. ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหาร
3.1 Drucker กล่าวว่า ผู้บริหารควรพิจารณาหลักการสำคัญ ดังนี้
3.1.1 จุดเด่นของเราคืออะไร
3.1.2 แบบแผนการทำงานของตน
3.1.3 ค่านิยมของตนเอง และขององค์การ
3.1.4 นำจุดแข็งขององค์การเป็นจุดขาย
3.2 ผู้นำควรมีการปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm) ในการบริหารงานเสมอ เช่น การมีภาวะผู้นำแบบรวมศูนย์ คิดแล้วสั่งการ จะรู้คนเดียว ควรปรับแก้เป็นภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจ บริหารกระบวนการ ระดับกลางบริหารทีม ระดับล่างพัฒนาระบบ ก็จะได้ผลผลิต (Productivity) ที่ต้องการ
3.3 ภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารที่สำคัญ เช่น ความรับผิดชอบ การเสริมสร้างทักษะเฉพาะเรื่อง การรับมือกับเรื่องการเมืองขององค์กร การคิดอย่างมีกลยุทธ์ การรับมือกับความเครียด การบริหารจัดการทีม การสร้างแรงจูงใจการเจรจาต่อรอง การระดมแนวคิดใหม่ๆ การคิดเชิงสร้างสรรค์ การวางแผนด้านความก้าวหน้าในอาชีพการงานส่วนบุคคล
การสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน การกำหนดเป้าหมายและแผนงาน ฯลฯ
4. ตัวอย่างภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารที่ใช้กระบวนการบริหาร Management Process (POLE) ประกอบด้วย
4.1 P (PLANNING)
4.2 O (ORGANIZING)
4.3 L (LEADERS)
4.4 E (EVALUATION)
5. สรุป
กล่าวได้ว่าภาวะผู้นำของผู้บริหารที่สำคัญ ได้แก่ การมีลักษณะเด่น (dominance)มีพลังตื่นตัวมุ่งความสำเร็จ (high energy) เชื่อมั่นในตนเอง (self confidence) เชื่ออำนาจแห่งตน (internal locus of control) อารมณ์มั่นคง (stable)น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ (integrity) มีปฏิภาณไหวพริบ (intelligence) ยืดหยุ่น (flexibility) ไวต่อความรู้สึกของบุคคลอื่น (sensitive to others) มีวิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) ทำงานเป็นทีม (team work) มีการกำกับติดตาม(following up) มีความไว้วางใจ (trusting) มีการเสริมพลัง(empowerment) และมีการสื่อสารที่มีประสิทธิผล(effective communication)ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำที่จะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ